ReadyPlanet.com
dot dot
dot
เมนูหลัก
dot
dot
เกี่ยวกับศูนย์ฯ ศิลปศึกษา
dot
dot
บริการวิชาการศิลปศึกษาสู่ชุมชน
dot
dot
แนะนำผลงานวิจัยศิลปศึกษา
dot
dot
หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
dot
dot
แนวคิดและทฤษฎีศิลปศึกษา
dot
dot
ศูนย์การเรียนรู้
dot
dot
ห้องเรียนภูมิปัญญาท้องถิ่น
dot
dot
สื่อการเรียนรู้ศิลปศึกษา
dot
dot
แหล่งการเรียนรู้ในชุมชน
dot
dot
แหล่งสืบค้นข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต
dot
dot
หน่วยงานทางด้านศิลปะ ศิลปศึกษา
dot
dot
แนะนำหอศิลป์
dot
dot
โรงเรียนเกี่ยวกับศิลปะ
dot
dot
มุมพักผ่อน
dot
dot
บริการสาธารณะ
dot
dot
โรงเรียนในสำนักงานเขตหลักสี่
dot
dot
ศิลปกรรมครูศิลปศึกษา
dot
dot
ระเบียงภาพผลงานศิลปะเด็ก
dot
dot
กิจกรรมพัฒนานักเรียนศิลปะ
dot
dot
ช่องทางรับข้อมูลข่าวสาร

dot


https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E
http://www.ktssc.com/
http://www.thaipbs.or.th/dontri/
http://www.thaiteachers.tv/search.php
http://www.thaipbs.or.th/Sornsilp/


แนวคิดพหุศิลปศึกษา

พหุศิลปศึกษา
(Arts  Education)  
              

วิสัยทัศน์และเจตนารมณ์
     การพัฒนาพหุศิลปศึกษาสำหรับสังคมไทย  เป็นแผนยุทธ์เพื่อร่วมปฏิรูปสังคมและการศึกษา  เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สังคมศาสตร์  มนุษย์ศาสตร์  และศิลปกรรมศาสตร์  โดยเชื่อมั่นว่าพัฒนาการของสังคมต้องมีสภาพเป็นองค์รวมมีฐานการพัฒนาจากศาสตร์ต่างๆ  อย่างครอบคลุม  และมีพลังการสร้างสรรค์ของสมาชิกสังคม  เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด  ซึ่งพลังสร้างสรรค์ดังกล่าว  ผลลัพธ์หลักมาจากกระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของพหุศิลปศึกษา  ซึ่งสัมพันธ์กับศิลปวัฒนธรรม  ทั้งการศึกษาในระบบ  การศึกษานอกระบบ  และการศึกษาตามอัธยาศัย

หลักการและกรอบความคิด
แผนกลยุทธ์เพื่อพัฒนาพหุศิลปศึกษาสำหรับสังคมไทยมีหลักการและกรอบความคิด  ดังนี้
     1.  พหุศิลปศึกษา  (arts  education)  หมายถึง  กระบวนการศึกษาจากการบูรณาการ  ความคิดและการสร้างสรรค์  โดยการเลือกสรรสื่อแสดงออกที่หลากหลาย  สื่อแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นสื่อสี  สื่อวัตถุ  สื่อร่างกาย  สื่อเสียง  สื่อภาษา  เป็นการแสดงออกจากสภาพการรู้คิด(cognition)  และจินตภาพ(imagination)  เพื่อสะท้อนวัฒนธรรม  (culture)  ภูมิปัญญา  (wisdom)  และสุนทรียะ (aesthetic)  ของปัจเจกบุคคลที่สัมพันธ์กับชุมชน  ความเป็นชาติและความเป็นสากล
     2.  พหุศิลปศึกษามีพลังในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์  จินตภาพ  สุนทรียะ  และการพัฒนาวัฒนธรรมบูรณาการ  ( integral  culture)  ในสังคม
     3.  กระบวนการพัฒนาพหุศิลปศึกษา  บูรณาการอยู่ในทุกปัจเจกบุคคลและทุกวิชาชีพ  ทั้งการศึกษาในระบบ  การศึกษานอกระบบ  และการศึกษาตามอัธยาศัย  สัมพันธ์กับศิลปวัฒนธรรมและชุมชน
     4.  กระบวนการพัฒนาพหุศิลปศึกษามุ่งพัฒนามวลประชากรทั้งประเทศเป็นด้านหลักและพร้อมที่จะผลักดันประชากรส่วนหนึ่งที่มีความสามารถพิเศษและมุ่งมั่นที่จะประกอบวิชาชีพทางด้านศิลปะให้บรรลุเป้าหมายและศักยภาพสูงสุด
     5.  ภารกิจพัฒนาพหุศิลปศึกษาเป็นของทุกคนในสังคม 

การเปลี่ยนแปลงสู่พหุศิลปศึกษา
     พหุศิลปศึกษา (arts  education) เป็นกระบวนการทางการศึกษาและศิลปะที่หลากหลายแนวคิด  สหวิทยาการ  (interdisciplinary) บูรณาการผสานศิลปะในลักษณะต่างๆ  สัมพันธ์กับชุมชน  ภูมิปัญญา  ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  และกระแสโลกปัจจุบัน

พหุศิลปศึกษา  (arts  education) ประกอบด้วย 5 แนวคิ ดังนี้
     1. พหุศิลปศึกษาเชิงผู้มีความสามารถพิเศษ  (Gifted  Child  Arts  Education)
     2. พหุศิลปศึกษาเชิงภูมิปัญญาไทย  (Thai Wisdom  Arts  Education)
     3. พหุศิลปศึกษาเชิงศิลปะหลังสมัยใหม่  (Post-Modern  Arts  Education)
     4. พหุศิลปศึกษาเชิงพหุปัญญา  (Multiple  Intelligences  Arts  Education)
     5. พหุศิลปศึกษาเชิงแบบแผน  ( Discipline  Based  Arts  Education )

1. พหุศิลปศึกษาเชิงแบบแผน ( DBAE )
    (Discipline-based Art Education )

แนวคิดและทฤษฎี
     การศึกษาและศิลปศึกษากระแสสากลในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นกระแสการศึกษาแบบพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) ที่สอดผสานกับกระบวนการเสรีภาพลัทธิสมัยใหม่ในสังคมมีการเรียนการสอนแบบยึดถือเด็กเป็นศูนย์กลาง (child-cemtered Movement) เน้นการแสดงออกเฉพาะตัวทั้งกระบวนการศึกษาในสหรัฐอเมริกาและยุโรปโดยเฉพาะอย่ายิ่ง วิทยาลัยวิชาการศึกษา แนวคิดและการปฏิบัติได้พัฒนาสืบมาในสังคมไทย ช่วงทศวรรษ 1970-1980 ได้มีกระบวนการเคลื่อนไหวความคิดทางการศึกษาและศิลปศึกษาเกิดขึ้นใหม่ในสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นแบบแผนหรือหลักเกณฑ์แทนการแสดงออกเฉพาะตัว (self-expression) พัฒนาการดังกล่าวประสานสัมพันธ์กับพัฒนาการของลัทธิใหม่ ศิลปศึกษาเชิงแบบแผน (Discipline-based Arts Education) ได้พัฒนาแกนสำคัญในการสอน 4 แกน ดังนี้


     1. แกนประวัติศาสตร์ศิลป์  (Art History)
     2. แกนสุนทรียศาสตร์  (Aesthetics)
     3. แกนศิลปวิจารณ์   (Art critisism)
     4. แกนศิลปะสร้างสรรค์  (Art  Production)

     ด้วยความเชื่อดังกล่าว ได้ส่งผลให้ศิลปศึกษาเชิงแบบแผนพัฒนาผู้ที่ผ่านแนวความคิดและกระบวนการ
เรียนรู้การสอนนี้   มองและสร้างสรรค์ศิลปะด้วยหลักความรู้   ความคิด   ความงาม   สร้างความสมดุลในการรับรู้และการสร้างสรรค์ ระหว่างสุนทรียศาสตร์เชิงปรัชญาและสุนทรียศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์ ( philosophical  and scientific aesthetics) ในปัจจุบัน
     กิจกรรม กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการเรียนรู้ ตามทฤษฎีพหุศิลปศึกษาเชิงแบบแผน ควรได้รับการพัฒนาทั้งในลักษณะบูรณาการและการแยกอิสระระหว่าง ทัศนศิลป์ การแสดง ดนตรี ทั้งเพื่อการสร้างเอกภาพและสร้างความโดดเด่นเฉพาะด้าน โดยพัฒนาให้เหมาะกับวุฒิภาวะ เหมาะสมกับการสร้างประสบการณ์และความรู้ความคิดร่วม และเหมาะสมกับวุฒิภาวะที่จะพัฒนาไปสู่วิชาชีพ กิจกรรม กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการเรียนรู้ ต้องเริ่มต้นและสอดคล้องกับผู้เรียน มีเป้าหมายในการสร้างคน สร้างชุมชน และสร้างสิ่งแวดล้อมนำหน้า

2. พหุศิลปศึกษาเชิงพหุปัญญา
     (Multiple – Intelligen  Arts  Education)

แนวความคิดและทฤษฎี
     การศึกษาคนคว้าเพื่อสร้างทฤษฎีใหม่ในวงการศึกษา และการนำทฤษฎีเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ในวงการศิลปศึกษาเกิดขึ้นตลอดเวลา ทฤษฎีที่น่าสนใจคือ ทฤษฎีวิวัฒนาการสมอง และทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ของโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gradner) ว่าด้วยความฉลาดและเชาว์ปัญญาภายในตัวของมนุษย์ 8 ด้าน ได้แก่


     1. ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
     2. ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)
     3. ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence)
     4. ปัญญาด้านร่างกายและเคลื่อนไหว (Bodily-Kinesthetic Intelligence)
     5. ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)
     6. ปัญญาด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence)
     7. ปัญญาด้านคนหรือความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
     8. ปัญญาทางด้านนักธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence)

     ทฤษฎีพหุปัญญาว่าด้วยความฉลาดและเชาว์ปัญญาภายในตัวของมนุษย์ทั้ง 8 ด้าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมองทั้ง 2 ซีกของมนุษย์นั้น ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญในการศึกษาค้นคว้าทางด้านจิตวิทยาและการพัฒนาไปสู่ทฤษฎีพหุศิลปศึกษาเชิงพหุปัญญา (อ่าน อารี สัณหฉวี. 2535)


การ์ดเนอร์จำแนกความสามารถหรือปัญญา ( Intelligence) ของมนุษย์ออกเป็น 8 ด้านคือ :


ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) 
     คือความสามารถสูงในการใช้ภาษา ไม่ว่าจะเป็นการพูด เช่นนักเล่านิทาน นักพูด นักการเมือง หรือการเขียน เช่น กวี นักเขียนบทละคร บรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ ปัญญาทางด้านนี้ยังรวมถึงความสามารถในการจัดกระทำเกี่ยวกับโครงสร้างของภาษาเสียง ความหมาย และเรื่องเกี่ยวกับภาษา เช่น สามารถใช้ภาษาในการหว่านล้อม อธิบาย และอื่น ๆ

ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence) 
     เป็นความสามารถสูงในการใช้ตัวเลข เช่น นักบัญชี นักคณิตศาสตร์ นักสถิติ และผู้ให้เหตุผลดี เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักตรรกศาสตร์ นักจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ปัญญาทางด้านนี้ยังรวมถึงความไวในการเห็นความสัมพันธ์แบบแผนตรรกวิทยา การคิดเชิงนามธรรมและการคิดที่เป็นเหตุผล (cause-effect) และการคิดคาดการณ์ (if-then) วิธีการที่ใช้ได้แก่ การจำแนกประเภท การจัดหมวดหมู่ การสันนิษฐาน สรุป คิดคำนวณ และตั้งสมมติฐาน


ปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence )
    คือความสามารถสูงในการมองเห็นพื้นที่ ได้แก่ นายพราน ลูกเสือ ผู้นำทาง และสามารถปรับปรุงและคิดวิธีการใช้เนื้อที่ได้มี เช่น สถาปนิก มัณฑนากร ศิลปิน นักประดิษฐ์ ปัญญาด้านนี้รวมไปถึงความไวต่อสี เส้น รูปร่าง
เนื้อที่ และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังหมายถึง ความสามารถที่จะมองเห็นและแสดงออกเป็นรูปร่างถึงสิ่งที่เห็นและความคิดเกี่ยวกับพื้นที่


ปัญญาทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily kinesthetic Intelligence)
    คือความสามารถสูงในการใช้ร่างกายของตนแสดงความคิด ความรู้สึก ได้แก่ นักแสดง นักแสดงท่าใบ้ นักกีฬา นาฏกร นักฟ้อนรำ และความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ เช่น ความคล่องแคล่ว ความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีต และความไวทางประสาทสัมผัส


ปัญญาทางด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) 
     คือความสามารถสูงในการเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก ความคิดและเจตนาของผู้อื่น ทั้งนี้รวมไปถึงความไวในการสังเกต น้ำเสียง ใบหน้า ท่าทาง ทั้งยังมีความสามารถสูงในการรู้ถึงลักษณะต่าง ๆ ของสัมพันธภาพของมนุษย์ และสามารถตอบสนองได้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถทำให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลปฏิบัติตาม

ปัญญาทางด้านตนหรือการเข้าใจตนเอง (Interpersonal Intelligence) 
     คือความสามารถสูงในการรู้จักตนเองและสามารถประพฤติตนได้จากความรู้จักตนนี้ ความสามารถในการรู้จักตนจะได้แก่ รู้จักตนเองตามความเป็นจริง เช่น มีจุดอ่อน จุดแข็งเรื่องใด มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิด ความปรารถนาของตน มีความสามารถที่จะฝึกตนเอง และเข้าใจตนเอง


ปัญญาทางด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence) 
    คือความสามารถในการรู้จักธรรมชาติของพืชและสัตว์ สามารถจัดจำแนกประเภท ชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นผู้หนึ่งที่มีปัญญาทางด้านนี้สูง

     พหุศิลปศึกษา คือการบูรณาการแนวคิดและการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยเลือกสรรสื่อแสดงออกที่หลากหลาย สื่อแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สื่อสี สื่อวัสดุ สื่อร่างกาย สื่อเสียง สื่อภาษา เป็นการแสดงออกจากสภาพการรู้คิดและจินตภาพ เพื่อสะท้อนสุนทรีย ภูมิปัญญา และวัฒนาธรรม ความหมายและคำอธิบายดังกล่าวไม่เพียงแต่จะมีวินัยที่แตกต่างไปจากศิลปศึกษาแบบเดิมหรือความเข้าใจของสังคมแบบเดิม ที่เข้าใจว่า ศิลปศึกษาเป็นกิจกรรมทางทักษะ ไม่เกี่ยวกับปัญญา มีลักษณะแยกส่วน ดำรงอยู่แบบโดดเดี่ยว แต่ศิลปศึกษาในกรอบความคิดแบบพหุปัญญาของ โอวาร์ด การ์ดเนอร์ที่ถือว่าเรื่องของศิลปะเป็นเรื่องของปัญญาทางด้านมิติ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นความสามารถทางด้านปัญญา1 ใน 8 ด้านของมนุษย์สัมพันธ์กับสมองซีกขวาที่มีความสามารถทางด้านทัศนมิติสัมพันธ์ 
     นอกจากนั้น พหุศิลปศึกษาในความหมายดังกล่าว ยังได้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัญญาทางด้านมิติสัมพันธ์กับสื่อร่างกาย เช่น การแสดงนาฏศิลป์ที่เป็นปัญญาทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว กับสื่อเสียงที่เป็นปัญญาทางด้านดนตรี กับสื่อภาษาที่เป็นปัญญาทางด้านภาษานอกจากนั้นแล้วพหุศิลปศึกษายังนำไปสู่การเข้าใจตนเอง มีมนุษย์สัมพันธ์ ตระหนักในธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาในเชิงเหตุผลด้วย พหุศิลปศึกษาในเชิงพหุปัญญาเป็นทฤษฎีที่เชื่อมโยงกับจิตวิทยา ศักยภาพของสมอง และปัญญา เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนให้บรรลุจุดหมายในการพัฒนา
ภูมิปัญญา ทัศนคติ สุนทรียะ ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ รวมทั้งการพัฒนาวัฒนธรรมบูรณาการ และการคิดแบบองค์รวม
      แม้จะมีความชัดเจนขององค์ความรู้ แต่หากขาดกิจกรรมรับรองทฤษฎี การพัฒนาพหุศิลปศึกษาก็มิอาจเป็นจริงได้ดังนั้น กิจกรรมภายใต้พหุศิลปศึกษาเชิงพหุปัญญาจึงควรมีแนวทางที่คลอบคลุมประเด็นต่อไปนี้


     1. เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะโดยผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
     2. เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและบูรณาการทางปัญญาในทุกด้าน
     3. เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ในการใช้สื่อแสดงออกที่หลากหลาย
แบบศิลปะจินตทัศน์
     4. เป็นกิจกรรมที่คำนึงถึงความแจกจ่าง คำนึงถึงพัฒนาการเรียนรู้ และให้ความสำคัญใน
กระบวนการสร้างทัศนคติที่ดี พัฒนาประสบการณ์ทางสุนทรียะ รสนิยม และจินตนาการ
     5. เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาการพัฒนาความเป็นคนที่สมดุล
     6. เป็นกิจกรรมที่คำนึงถึงความสำคัญและความจำเป็นที่มีลักษณะร่วม คำนึงถึงชุมชน
สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม เพื่อให้ศิลปศึกษา มีบทบาทร่วมในการพัฒนาสังคมไทยอย่างเป็นจริงและยั่งยืน

 

3. พหุศิลปศึกษาเชิงภูมิปัญญาไทย
     (Thai Wisdom Arts Education)


แนวความคิดและทฤษฎี
     เมื่อเราพิจารณาถึง ภูมิปัญญาไทย คงพิจารณาผสานกันได้ทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคือภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ได้พัฒนาสืบต่อกันมาในชุมชน ท่ามกลางธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ซึ่งภูมิปัญญาพื้นบ้านนี้ได้ผ่านการพัฒนาเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมสอดคล้องในแต่ละช่วงเวลา และอีกด้านหนึ่งคือ ภูมิปัญญาที่คนไทยคิดค้นและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ซึ่งภูมิปัญญาความรู้ที่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นในอดีต ในปัจจุบัน หรือในอนาคตก็ได้ เมื่อเรากล่าวถึง ภูมิปัญญา ย่อมหมายถึง ปัญญาติดดิน (ภูมิ =แผ่นดิน) มีคุณค่าบนโลกตามความเป็นจริง ภูมิปัญญาเป็นนามธรรม แต่ภูมิปัญญาเป็นนามธรรม แต่ภูมิปัญญาก็สะท้อนสู่พฤติกรรม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีศิลปะ และวัตถุทีมนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น พิจารณาโดยภาพรวมของภูมิปัญญา สามารถแยกพิจารณาได้เป็น 8 ด้านดังนี้

     1. วิถีการดำเนินชีวิต
     2. ขนบธรรมเนียมประเพณี
     3. ปรัชญาความเชื่อ
     4. เรื่องเล่าพื้นบ้าน
     5. ความเชื่อทางศาสนา
     6. การละเล่นพื้นบ้าน
     7. ศิลปะและงานช่าง
     8. ภูมิปัญญาร่วมสมัย


     การศึกษาทางด้านพหุศิลปศึกษา สามารถเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาไทย ทั้งที่สืบมอดกันมาจากอดีต ภูมิปัญญาพื้นบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น และภูมิปัญญาร่วมสมัย สามารถนำมาแยกพัฒนาเป็นกระบวนการเรียนการสอน ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยแยกกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ดังนี้
     1. การแสวงหาความรู้ ภูมิปัญญาไทยจากบุคคล ในรูปแบบการพูกคุย สอบถาม สัมภาษณ์
จากผู้รู้พื้นบ้าน พระสงฆ์ ผู้สอนศาสนา ผู้เฒ่า ศิลปิน ช่างพื้นบ้าน ผู้ประกอบอาชีพแต่ละอาชีพฯลฯ ซึ่งภูมิปัญญามากมาย ทางด้านศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาที่เป็นความคิด ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างฯลฯ
     2. การแสวงหาความรู้ ภูมิปัญญาไทย จากเอกสารและบันทึกต่าง เช่น จากสมุดข่อย
หนังสือจดหมายเหตุ งานวิจัย ทั้งทางด้านปรัชญา ความคิด การดำรงชีวิต ศิลปวัฒธรรม ฯลฯ
     3. การแสวงหาความรู้ภูมิปัญญาจากประสบการณ์ตรง เป็นการเดินทางไปสู่แหล่งข้อมูล
การใช้ชีวิตฝังตัวอยู่ในแหล่งข้อมูลหรือแหล่งประสบการณ์ เรียนรู้ สังเกต และซึมซับประสบการณ์รอบตัวด้วยตนเอง ซึ่งสามารถสัมผัสและเรียนรู้ภูมิปัญญาได้ทุกด้าน
     4. การพัฒนาภูมิปัญญาไทย เมื่อเรามีชีวิตอยู่กับภูมิปัญญาของเรา ได้ศึกษาค้นคว้าหรือได้
มีประสบการณ์ตรง เราสามารถอนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนาภูมิปัญญาให้เหมาะสมสอดคล้องกับปัจจุบัน เหมาะสมสอดคล้องกับชุมชน ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่

     5. การสร้างสรรค์กิจกรรมศิลปะและงานช่าง ทั้งศิลปะการแสดง ดนตรี และทัศนศิลป์
งานช่างที่มีความหลากหลายในแต่ละภูมิภาคและชุมชน เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องจักรสาน การทอผ้า การแกะไม้ การทำเครื่องถม เป็นต้น

     การสร้างสรรค์กิจกรรมศิลปะจากภูมิปัญญาไทย จำเป็นต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ แสวงหาประสบการณ์ตรง สร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างสรรค์ กิจกรรมพหุศิลปศึกษาสามารถสร้างสรรค์ได้ ทั้งบูรณาการสื่อการแสดงออก ทัศนศิลป์ การแสดง ดนตรี เข้าด้วยกัน หรือการบูรณาการสื่อที่หลากหลาย เช่น ทัศนศิลป์สื่อผสม การแสดงผสมผสาน ดนตรีผสมผสาน การบูรณาการระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ไทยกับสากล หรือบูรณาการกับกิจกรรมอื่นๆพร้อมกันนั้น ก็สามารถแยกการแสดงออก แยกสื่อ แยกลักษณะการสร้างสรรค์ได้เช่นกัน

 

 4. พหุศิลปศึกษาเชิงหลังสมัยใหม่
     (Post – Modern  Arts  Education)

แนวความคิดและทฤษฎี
     ปัจจุบันปรากฏการณ์ทางความคิดในการสร้างสรรค์ศิลปะในกระแสโลก ได้เปลี่ยนจากกระแสความคิดแบบ ลัทธิสมัยใหม่ ซึ่งมองศิลปะด้วยกรอบสายตาตามแบบวิทยาศาสตร์มาสู่กระแสความคิด ความเชื่อแบบ ลัทธิหลังสมัยใหม่ ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ทั้งนี้ หากเปรียบกับช่วงของมนุษย์ ก็นับว่าความคิดแบบหลังสมัยใหม่อยู่ในวัยหนุ่มเต็มตัว ผ่านร้อนหนาวมาจนถึงช่วงที่สุขุมพอสมควร พร้อมจะดำเนินการใหญ่ มิใช่กระแสความคิดที่เป็นเพียงแฟชั่นชั่วระยะ ชั่วครั้งชั่วคราว และเชื่อได้ว่า ในยุคที่จะมาถึง จะเป็นช่วงเวลาของความคิดแบบหลังสมัยใหม่อย่างแน่นอน อีกทั้งยังเป็นกระแสความคิดของชุมชนโลก มากกว่าจะเป็นเพียงความคิดของชุมชนชาติใดชาติหนึ่งเท่านั้น ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับศิลปะหลังสมัยใหม่ได้ ดังนี้

      พหุศิลป์และพหุศิลปศึกษาเป็นรูปแบบขิงศิลปะตามแนวคิดของกลุ่มหลังสมัยใหม่ ศิลปะตามความคิดของกลุ่มหลังสมัยใหม่ ให้ความสำคัญกับการบูรณาการความคิดในการสร้างงานศิลปะด้วยสื่อที่หลากหลาย ปราศจากกำแพงกั้นระหว่างประเภทของศิลปะตามความคิดแบบเก่า หรือข้อกำจัดเรื่องการใช้สื่อในการแสดงออก การรับรู้ และจินตภาพ ในรูปแบบงานที่ไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นชนิดหรือประเภทใด กลุ่มหลังสมัยใหม่มีแนวโน้มที่ให้อิสระในการใช้สื่อ ให้เสรีภาพในการจินตนาการ การใช้เทคนิคที่หลากหลาย ตลอดจนการให้เสรีภาพในการเลือกใช้แรงดลใจจากแหล่งที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากวัฒนธรรมสมัยนิยม

     1. ผลงานศิลปะในความคิดของกลุ่มสมัยใหม่ ปราศจากความหมายในตัวของมันเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและผลงานศิลปะ ในความคิดแบบหลังสมัยใหม่ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ความหมายในผลงานศิลปะเกิดจากการรับรู้ของผู้เสพ ผู้เสพงานศิลปะเป็นผู้ให้ความหมายงานนั้น จากเหตุผลและความเชื่อของกลุ่มหลังสมัยใหม่ ผลงานศิลปะมิได้มีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง หากแต่คุณค่าของผลงานศิลปะ ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของผู้เสพที่มีต่อผลงานนั้นๆ
     2. ศิลปะในความคิดของกลุ่มหลังสมันใหม่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ สังคม เศรษฐกิจ และ
สิ่งแวดล้อม ด้วยเหจุนี้ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมจึงนับเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัยในการสร้างสรรค์และเรียนรู้ศิลปะ ศิลปะทั้งหลายมิอาจจะอยู่โดๆ ตามลำพังได้ นอกจากนี้ ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะหลังสมัยใหม่มักจะมีประเด็นสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ยุคสมัยของตน อีกทั้งมักจะมีสร้างผลงานที่เป็นศิลปะต่อต้าน ซึ่งต่อสู้เรียกร้องเพื่อสังคมและการเมือง
     3. กลุ่มศิลปะหลังสมัยใหม่จะเป็นปฏิปักษ์กับระบบความคิดแบบศิลปะสมัยใหม่ และจะ
เป็นกลุ่มวิพากษ์ศิลปะสมัยใหม่กลุ่มศิลปะสมัยใหม่เห็นว่าศิลปปะแบบสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับจิตสำนึกส่วนตนโดยไม่สนใจอดีต และพยายามเน้นความคิดริเริ่มเฉพาะตนในการสร้างงานศิลปะ ขณะที่กลุ่มหลังสมัยใหม่ทั่วไป จะหยิบยกสาระจากอดีต และนำเอาสาระเก่านั้นมาใส่ในบริบทใหม่ นอกจากนี้ นักทฤษฎีและนักวิจารณ์หลังสมัยใหม่จะให้การยอมรับกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะและรูปแบบงานศิลปะที่หลากหลาย ไม่จำกัดขอบเขตหรือเส้น
แบ่งกั้นใดๆ ซึ่งต่างกับนักวิจารณ์และนักคิดกลุ่มสมัยใหม่ ที่ปฏิเสธผลงานของศิลปินที่มิได้เป็นไปตามทฤษฎีความเชื่อของลัทธิสมัยใหม่
     4. กลุ่มความคิดแบบหลังสมัยใหม่ ไม่เชื่อในเรืองความเป็นไปได้ของการสื่อสารอันเป็น
สากลหรือภาษาสากล ซึ่งตรงข้ามกับกลุ่มสมัยใหม่ที่เชื่อและแสวงหาสิ่งที่เป็นสากล ตลอดจนความสามารถที่จะเป็นการสื่อสารสากล ทว่ากลุ่มหลังสมัยใหม่เชื่อในเรื่องลักษณะเฉพาะตนที่แตกต่าง ทั้งนี้ พวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่อง เชื้อชาติ ชนชั้น เพศพฤติกรรมทางเพศ ธรรมชาติ พื้นถิ่น ดินแดนต่างๆซึ่งต่างกัน กลุ่มสมัยใหม่เห็นว่า ระบบสากลจำเป็นต้องกคำนึงถึงลักษณะเฉพาะกลุ่มของชุมชนด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลไปสู่การสร้างสรรค์และการศึกษางานศิลปะ

     ข้อเสนอเกี่ยวกับพหุศิลปศึกษาเชิงศิลปะสมัยใหม่

     1. การเรียนการสอนต้องยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ครูมีหน้าที่เป็นผู้จัดการ วางแผนกิจกรรมต่างๆ
     2. กิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีประสบการณ์ในการสามารถเลือกใช้สื่อหลากหลายชนิด เพื่อการแสดงออกทางศิลปะที่อิสระ ปราศจากกรอบจำกัดแบบเก่า
     3. กิจกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาผู้เรียน พัฒนาศักยภาพในกระบวนการคิดอย่างเต็ม
ศักยภาพ อันจะนำไปสู่ความสมดุลระหว่างกาคิดหาเหตุผลและจินตนาการซึ่งก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อบ่างมีคุณค่า
     4. กิจกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาศักยภาพในการรับรู้ การเสพสุนทรียของผู้เรียนซึ่ง
นำไปสู่การเป็นผู้เข้าใจในสุนทรียะอย่างหลังสมัยใหม่
     5. กิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีประสบการณ์ ในการเข้าใจความรู้
ความคิดของสากลและนานาชาติ ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง ชุมชน และสังคมที่ผู้เรียนดำรงอยู่
     6. กิจกรรมที่มุ่งเน้นผู้เรียนศิลปะ ระลึกและตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อ
การดำรงชีพ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งแวดล้อม ชีวิต และงานศิลปะ ได้ดีมากขึ้น
     7. กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงการอยู่ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความคิด
การเข้าใจถึงความหลากหลายและความแตกต่าง ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงของสังคม


     การประเมินผลการเรียนการสอน กลุ่มสมัยใหม่เชื่อว่า กระบวนการทำงานเป็นสิ่งสำคัญและมีค่ามากกว่าชิ้นงานที่สำเร็จ ด้วยเหตุนี้ ผู้สอนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการความคิดการทำงานของผู้เรียนเป็นหลัก อีกทั้งเกณฑ์การประเมินควรจะเป็นเกณฑ์ที่เปิดกว้าง มิใช่เกณฑ์การวัดแบบวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดของกลุ่มสมัยใหม่ หากผู้สอนต้องเชื่อในเรื่องของความหลากหลายและความแตกต่างเป็นหัวใจ 


      สรุปแล้วงานศิลปะสมัยใหม่ เป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปินแต่ละคน เน้นความ เป็นตัวของตัวเองของศิลปินแต่ละกลุ่มซึ่งมีมากมายหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็มีแนวคิด เทคนิค วิธีการที่แตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย บ้างก็สะท้อนสภาพสังคม บ้างก็แสดงมุมมองบางอย่างที่แตกต่างออกไป บ้างก็แสดงภาวะทางจิตของศิลปิน และกลุ่มชน บ้างก็แสดงความประทับใจในความงามตามธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้มีการนำเอาวัสดุอุปกรณ์แบบใหม่ ๆรวมถึงเครื่องจักรกลเข้ามาใช้ในการสร้าง สรรค์งานมากขึ้น การบริโภค หรือการสนับสนุนงานศิลปะ ไม่จำกัดอยู่ที่ชนชั้นสูง ขุนนาง หรือผู้ร่ำรวยเท่านั้น แต่ยังตอบสนองต่อประชาชนทั่วไปอีกด้วย ไม่เพียงแต่ รูปแบบที่หลากหลายทางศิลปะเท่านั้นที่เกิดขึ้น รูปแบบศิลปะสมัยดั้งเดิมก็ยังได้รับ ความนิยม และสืบทอดต่อกันมาจนถึงสมัยปัจจุบันด้วย

 

4. พหุศิลปศึกษาเชิงความสามารถพิเศษ
     (Gitted Arts  Education)

แนวความคิดและทฤษฎี
     เด็กและเยาวชนมีความสามารถพิเศษหมายถึงเด็กที่แสดงออกซึ่งความสามารถอันโดดเด่น ด้านใดด้านหนึ่งหลายด้าน ในด้านสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์การใช้ภาษา การเป็นผู้นำ การสร้างงานทางทัศนศิลป์และศิลปะการแสดง ความสามารถทางด้านกีฬา และความสามารถทางวิชาการในสาขาใดสาขาหนึ่งหรือหลายสาขาอย่างเป็นที่ประจักษ์เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่มีอายุระดับเดียวกัน สภาพแวดล้อมหรือประสบการณ์เดียวกัน การทำความเข้าใจกับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ มีความสลับซับซ้อน และมีปัจจัยมากมายหลายอย่างที่จะต้องศึกษาค้นคว้า เพื่อองค์ความรู้ ค้นหาปัจจัยและองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดความสามารถพิเศษ ค้นหาตัวบ่งชี้บุคลิกลักษณะของผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ค้นหาเครื่องมือที่จะตรวจวัดและตรวจสอบ ค้นหาปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษให้เต็มศักยภาพ ค้นหาปัจจัยสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู ค้นหาแบบแผนของหลักสูตรและกระบวนการ การเรียนการสอนที่เอื้อต่อความสามารถพิเศษรวมถึงกระบวนการส่งต่อ ทั้งระบบโรงเรียนและระบบสังคมหากมีกระบวนการแสวงหาและพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษได้อย่างคลอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ภาษา กีฬา ดนตรี ศิลปะการแสดง ทัศนศิลป์ นาฏศิลป์ ฯลฯ สังคมไทยย่อมมีความหมายมากขึ้น
 ทฤษฎีพหุศิลปศึกษาเชิงความสามรถพิเศษ เป็นการบูรณาการแนวความคิด ทั้งแนวคิดทางด้านความสามารถพิเศษ แนวคิดทางด้านจิตวิทยาศิลปะ แนวคิดเกี่ยวกับสมองและสร้างสรรค์แนวคิดเกี่ยวกับสุนทรียศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับพหุปัญญา และการสร้างสรรค์ศิลปะ
      การกำหนดกิจกรรมตามทฤษฎีเชิงความสามารถพิเศษ นับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการศึกษาของไทย อย่างไรก็ตาม การกำหนดกิจกรรมดังกล่าวก็ยังคงผสานแนวความคิดหลัก ซีไอเอสเอสทีหรือซิสส์ท (CISST) ซึ่งเป็นสมมุติฐานสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางด้านทัศนศิลป์ กับแนวคิดอื่นๆ ที่เหมาะสมกับการจัดกิจกรรม เพื่อชี้วัดผู้มีความสามารถพิเศษทั้งด้านทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง นาฏศิลป์ ดนตรี แนวคิดหลักซีไอเอสเอสหรือ “CISST” มีดังนี้

      C คือ Creativity “ความคิดสร้างสรรค์” จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกวิชาชีพ ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หมอ นักดนตรี ข้าราชการ ชาวนา สังคมไทยของความคิดสร้างสรรค์ ระบบโรงเรียนไม่ได้ช่วยสร้างให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะมีพลังผลักดันความคิดสร้างสรรค์สูงหลักสูตรและการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนค่อนข้างล้มเหลว ความคิดสร้างสรรค์ในทางศิลปะแสดงออกมาในรูปการณ์ต่างๆกัน ความคิดสร้างสรรค์เป็นไปได้ทั้งกระบวนการคิดและปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมความคิดสร้างสรรค์ในที่นี้ มุ่งเน้นปรากฏการณ์รูปธรรมที่นำเสนอออกมาทางรูปแบบของผลงานศิลปะ

      I คือ Imagination “จินตนาการ” คือภาพในสมองที่มีอยู่กับทุกคน จินตนาการพื้นฐานมาจากความจริง จินตนาการอาจเป็นการคาดการณ์ไปข้างหน้า และคนก็มักจะพยายามหรือบุกบั่นไปสู่จินตนาการนั้น ลีโอนาร์โด ดา วินซี ร่างภาพจินตนาการถึงเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ หลังจากนั้น อีกร้อยปี พี่น้องตระกูลไรด์จึงทดลองการบินได้สำเร็จ ศิลปะกระตุ้นพลังจินตนาการในเด็กและเยาวชนได้อย่างมากมายและผู้ที่มีความสามารถพิเศษก็ควรมีจินตนาการเด่นชัด

     S คือ Sensibility กระแสศิลปะสมัยใหม่ และศิลปะหลังสมัยใหม่ เปลี่ยนแปลงไปมาก ความคิดและประสาทสัมผัสทางด้านต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องทัศนศิลป์อาจบูรณาการกับศิลปะการแสดง ดนตรี ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม การศึกษาทางด้านสุนทรียศึกษา ได้เข้าไปเกี่ยวกับประสาทสัมผัสทุกด้าน มากน้อยต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้ยิน กายสัมผัส รส กิจกรรมทางศิลปะและตรวจสอบทางด้าน “ความรู้สึกสัมผัส” จึงมีความจำเป็นด้วย

     S คือ Systematization “การจัดระบบ” เป็นความจำเป็นอีกด้านหนึ่งก็คงมิใช่เฉพาะทางด้านทัศนศิลป์เท่านั้น แม้ศิลปะจะเป็นเรื่องของการแสดงออก จินตนาการ สร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม เรื่องของระบบหรือสุนทรียะเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบ การกำหนดโครงสร้างภาพ การวางแผนใช้สี การตกแต่ง ความละเอียดประณีต ระบบความคิดที่ซับซ้อน ซึ่งในแต่ละงานหรือแต่ละกิจกรรมมีมากน้อยต่างกันออกไป “การจัดระบบ” ความคิดและจินตนาการและการทำงานทางศิลปะจึงมีความจำเป็นด้วย

     T คือ Transformation ทัศนศิลป์ใช้การมองเห็นหรือจักษุประสาทเป็นด้านหลัก แต่การมองเห็นก็เกี่ยวข้องกับกลไกและการแปลวามของสมอง การมองเห็นภาพหรือรูปทรงเบื้องหน้าอย่างปกติธรรมดาคงเป็นเพียงเรื่องการเห็นโดยทั่วไป แต่การเห็นเกี่ยวกับการสร้างสรรค์และศิลปะจะเป็นเรื่องของความสามารถในการแปรรูป การสเริมแต่งรูป หรือสร้างรูปขึ้นมาใหม่ “การพัฒนารูปทรง” ในที่นี้จึงเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง ในการตรวจสอบเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านทัศนศิลป์

     เมื่อพัฒนาทฤษฎีศิลปศึกษาเชิงความสามารถพิเศษหรือ “CISST” มาสู่ “พหุศิลปศึกษา” ที่บูรณาการความรู้ความคิดและการสร้างสรรค์ทัศนศิลป์ ศิลปการแสดง และดนตรีเข้าด้วยกันการบูรณาการที่ผสานกับการแยกย่อยศิลปะเฉพาะด้าน ย่อมต้องพัฒนากิจกรรม กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่าว
ศิลปะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทัศนศิลป์ ศิลปการแสดง ดนตรี วรรณกรรม สถาปัตยกรรม ศิลปหัตถกรรม ล้วนเป็นภาพสะท้อน ทั้งที่เป็นวัตถุและไม่ใช่วัตถุ สะท้อนความรู้สึกนึกคิด ภูมิปัญญาทักษะ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ จิตวิญญาณของบุคคล ชุมชน ประเทศชาติวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง ศิลปะวัฒนธรรมสะท้อนความเข้มแข็งและอ่อนแอของสังคมและประเทศชาติ การพัฒนาสังคมและประเทศชาติที่สมบูรณ์ด้องพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรมให้เข้มแข็งไปพร้อมกัน กิจกรรมศิลปะเป็นกระบวนการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่จะสร้าง เด็กเยาวชน และสมาชิกสังคมให้ซึมซับกระบวนการคิด กระบวนการจินตนาการ และกระบวนการสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ให้ซึมซับในการรู้คิดและพฤติกรรมของสมาชิกทุกคนในสังคม ทุกวิชาชีพ กิจกรรมศิลปะมีคุณค่าที่หลากหลายและมีความหมายยิ่งต่อปัจเจกบุคคลและสังคม ทั้งคุณค่าในความซาบซึ้ง(Appreciation) ที่บุคคลจะพึงมีต่อศิลปะคุณค่าในการพัฒนาพฤติกรรมและบุคลิกภาพ (Behavior and Personality) ที่มีศักยภาพในการแสดงออก(Expression)จินตนาการ(Imagination)การมีความคิดสร้างสรรค์(Cerativity)ในการดำรงชีวิตในสังคม และคุณค่าในวัฒนธรรมบูรณาการ (Integral culture)ในสังคมที่พลังทางศิลปะและศักยภาพของบุคคลจะก่อให้เกิดการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าและดีงามอย่างแท้จริงสืบไป

 

ข้อมูลจาก รายงานการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพหุศิลปศึกษา (Arts Education) กรณีศึกษา โรงเรียนการเคหะท่าทราย เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ของนายกฤษณ์  จันทร์ทับ (กศ.ม.ศิลปศึกษา) นำเสนอ ศ.ดร.วิรุณ  ตั้งเจริญ รายวิชาทฤษฎีและการสอนทัศนศิลป์  AR 514 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2548

บรรณานุกรม

งานบัณฑิตศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์.  (2545).  พหุศิลปศึกษา.  กรุงเทพฯ : สันติศิริการพิมพ์

วิรุณ  ตั้งเจริญและคณะ.  (2543). โครงการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
    
ด้านทัศนศิลป์กรณี : โรงเรียนไผทอุดมศึกษา. คณะศิลปกรรมศาสตร์.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

----------------. (2548).  ครูศิลปะ.   เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ ครู กทม.  กรุงเทพฯ : สันติศิริการพิมพ์


 







Copyright © 2011 All Rights Reserved.
ศูนย์พัฒนาวิชาการศิลปศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โรงเรียนการเคหะท่าทราย
เลขที่ 303/233 หมู่ 6 ถนนประชาชื่น แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210
โทร 0-2589-9777 Fax. 0-2589-9777
E-mail : artsedcenter@hotmail.com www.facebook.com/ศูนย์ศิลปศึกษา โรงเรียนการเคหะท่าทราย
webmaster : Krist Chantab ,Wanaree Thieng-am